ประวัติศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีเดิมคือศาลมณฑลชุมพร
ตั้งอยู่ ณ เมืองชุมพรอันเป็นที่ตั้งมณฑล ต่อมา
เมื่อย้ายมณฑลชุมพรไปตั้งที่บ้านดอน
เมืองไชยา แล้วเปลี่ยนชื่อมณฑลชุมพรเป็นมณฑลสุราษฎร์ นั้น
ศาลมณฑลชุมพรจึงเปลี่ยนชื่อเป็นศาลมณฑลสุราษฎร์
และศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีตามลำดับ
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นช่วงของ
การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศที่สำคัญทุก
ๆ ด้าน คือ การปฏิรูปการปกครอง การศาล ระบบการเงิน
การคลัง
และการทหาร ในส่วนของการปฏิรูปการปกครองนั้น การปกครองส่วนภูมิภาคแต่เดิมแบ่งเขต
การปกครองเป็นหัวเมือง
ต่อมาได้จัดลักษณะการปกครองหัวเมืองให้เป็นรูปแบบเดียวกันเป็นระบบเทศาภิบาล
โดยมณฑลชุมพรตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ประกอบด้วยเมือง ๔ เมือง คือ ชุมพร ไชยา หลังสวน และ
กาญจนดิษฐ์ ที่บัญชาการมณฑลตั้งอยู่ที่เมืองชุมพร
ขณะเดียวกันพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนิน
การปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลควบคู่กับการปฏิรูปการปกครองด้วย
ซึ่งโปรดให้ตั้งกระทรวงยุติธรรม
ขึ้นเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๔
เพื่อรวบรวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ เฉพาะ
ศาลในกรุงเทพฯ เข้าด้วยกัน
ส่วนศาลหัวเมืองยังคงขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทยตามเดิม ในปี พ.ศ. ๒๔๓๘
โปรดให้ตรา พระธรรมนูญศาลหัวเมือง
รัตนโกสินทรศก ๑๑๔
ขึ้นเพื่อจัดระเบียบการศาลหัวเมืองให้
สอดคล้องกับศาลในกรุงเทพฯ
และให้รวมศาลรั้งประเทศเข้าสังกัดในกระทรวงยุติธรรมเพียงแห่งเดียว มี
การตั้งศาลในเมืองให้เพียงพอเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ราษฎรที่เกิดคดีความ
ศาลหัวเมืองแบ่งออกเป็น
๓ ชั้น คือ ศาลมณฑล ศาลเมือง และศาลแขวง โปรดให้ตรา พระราชบัญญัติตั้งข้าหลวงพิเศษสำหรับ
จัดการแก้ไขธรรมเนียมศาลยุติธรรมหัวเมืองทั้งปวง รัตนโกสินทรศก ๑๑๕ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ.
๒๔๓๙ กำหนดให้มีข้าหลวงพิเศษ ๕ นาย ทำหน้าที่จัดการแก้ไขกิจการศาลหัวเมืองให้เป็นไปตามที่
พระธรรมนูญศาลหัวเมืองกำหนด ได้ตั้งศาลมณฑลกรุงเก่าขึ้นเป็นแห่งแรกในปีเดียวกัน
และในปี พ.ศ.
๒๔๔๐ ได้จัดตั้งศาลมณฑลปราจีนบุรี
มณฑลนครราชสีมา มณฑลนครศรีธรรมราช มณฑลพิษณุโลก
และ พ.ศ. ๒๔๔๑
ตั้งศาลมณฑลราชบุรี มณฑลภูเก็ต มณฑลนครสวรรค์ มณฑลนครไชยศรี มณฑลชุมพร
และศาลมณฑลจันทบุรี ตามลำดับ
เมื่อตั้งศาลมณฑลชุมพรในปี
พ.ศ. ๒๔๔๑ นั้น
ไม่พบหลักฐานการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งข้าหลวง
พิเศษจัดการศาลยุติธรรม แต่ปรากฏว่าพระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง) ข้าหลวงเทศาภิบาล มณฑลชุมพร
กับขุนเทพประชาผู้ซึ่งกระทรวงยุติธรรมส่งไป ได้เดินทางไปถึงเมืองชุมพร
เพื่อพิจารณาคดีความที่คั่งค้าง
ตามศาลเมืองต่าง ๆ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๔๑
ปี พ.ศ. ๒๔๔๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ
ให้รวมเมืองไชยา และ
เมืองกาญจนดิษฐ์เป็นเมืองเดียวกัน
แล้วตั้งศาลากลางของเมืองที่บ้านดอน แขวงกาญจนดิษฐ์
และโปรด
ให้เรียกนามเมืองว่า เมืองไชยา ส่วนเมืองไชยาเก่านั้น
โปรดให้เปลี่ยนนามเรียกเป็นอำเภอพุมเรียง ศาล
มณฑลชุมพรตั้งที่ทำการอยู่ ณ เมืองชุมพร จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๙ จึงย้ายไปที่บ้านดอน เมืองไชยา ตาม
แจ้งความกระทรวงยุติธรรม ลงวันที่ ๒๖ เมษายน ร.ศ. ๑๒๕
ความว่า อนึ่ง ในปีนี้ได้ย้ายศาลมณฑลชุมพร
ไปตั้งที่บ้านดอน เมืองไชยา และเลิกศาลเมืองไชยาเสีย ตั้งศาลเมืองชุมพรขึ้น และต่อมา จึงได้ย้าย
ที่ว่าการมณฑลชุมพรไปตั้ง ณ ที่บ้านดอน เมืองไชยาด้วย
ตามแจ้งความกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ ๒๘
เมษายน ร.ศ. ๑๒๕ ความว่า
ด้วยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายที่ว่าการมณฑลชุมพร
ไปตั้งที่บ้านดอน เมืองไชยา และ
โปรดเกล้าฯ ให้พระยาอุตรกิจพิจารณ์
ผู้รั้งตำแหน่งปลัดมณฑลชุมพร เปนผู้ว่าราชการเมืองชุมพร
ให้พระสุรฤทธิภักดี ผู้ว่าราชการเมืองไชยา เปนปลัดมณฑลชุมพร รับราชการตามตำแหน่งสืบไป
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนามเมืองในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในปี พ.ศ.
๒๔๔๒ ดังกล่าวมาแล้ว แต่ราษฎรยังคงเรียกนามเมืองไชยาเก่าว่าเมืองไชยาเช่นเดิม
มิได้เปลี่ยนเรียก
เป็นอำเภอพุมเรียง จึงก่อให้เกิดความสับสนในการเรียกชื่อเมือง
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ-
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริแก้ไขให้เกิดความสะดวก
โดยโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามเมืองไชยา
ที่ตั้งอยู่บ้านดอน เป็นเมืองสุราษฎร์ธานี
และเปลี่ยนนามอำเภอพุมเรียงเป็นอำเภอเมืองไชยา เมื่อวันที่ ๒๙
กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ และในการนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เปลี่ยนนามมณฑลจากมณฑลชุมพร
เป็นมณฑลสุราษฎร์ธานี เพราะเหตุว่า
...ทรงพระราชดำริห์ว่า
มณฑลนี้ที่เรียกว่ามณฑลชุมพรก็เพราะแต่เดิมมา ได้ตั้งศาลารัฐบาลมณฑล
ที่เมืองชุมพร จึงโปรดเกล้าฯ
ให้เรียกนามมณฑลให้ตรงกับนามเมืองที่ตั้งอยู่นั้น ครั้นย้ายศาลารัฐบาล
มณฑลมาตั้งที่บ้านดอน นามณฑลชุมพรเลยใช้ติดต่อมา แต่บัดนี้ศาลารัฐบาลมณฑลได้มาตั้งอยู่ที่
เมืองสุราษฎร์ธานีแล้ว ควรจะเปลี่ยนชื่อมณฑลเสียให้ตรงกับชื่อเมือง ซึ่งตั้งศาลรัฐบาลมณฑล...
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดให้เลิกมณฑลสุราษฎร์ ตามประกาศเรื่อง
ยุบและรวมการปกครองมณฑลต่าง ๆ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ โดยโปรดเกล้าฯ ให้ยกจังหวัด
สุราษฎร์ธานี จังหวัดหลังสวนและจังหวัดชุมพร
ไปรวมกับจังหวัดสงขลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
จังหวัดพัทลุง และจังหวัดสตูล รวมอยู่ในมณฑลนครศรีธรรมราช ด้วยสาเหตุว่า
...การแบ่งเขตต์มณฑลเวลานี้ออกเป็น
๑๗ มณฑล มีสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการประจำ
มณฑลละ ๑ นาย เป็นหัวหน้าตรวจตราราชการและบัญชาการฝ่ายธุระการในมณฑลทั่วไป
อาศัย
เหตุที่ทางบกทางเรือยังกันดาร สมุหเทศาภิบาลในมณฑลหนึ่ง ๆ
จะเดินตรวจตราดูแลการตามจังหวัด
ให้ทั่วถึงก็เป็นการลำบาก การแบ่งเช่นนี้ ก็เพื่อจะให้เบาแรงเทศาภิบาล
และให้การปกครองดำเนิน
ไปโดยเรียบร้อยเปนระเบียบทั่วถึงตลอดพระราชอาณาเขตต์
บัดนี้ ทรงพระราชดำริห์เห็นว่า
การคมนาคมในประเทศสยามสะดวกขึ้นมาก และจะเจริญ
ต่อไปเปนลำดับ สมควรที่จะรวมมณฑลเหล่านี้เสียบ้าง
และให้สมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการรับผิดชอบ
ในท้องที่กว้างออกไป
เมื่อยุบมณฑลสุราษฎร์แล้ว
ในปีต่อมา พ.ศ. ๒๔๖๙ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมี
พระราชดำริว่า เมื่อฝ่ายปกครองยุบรวมกันแล้ว ฝ่ายศาลยุติธรรมก็สมควรจะยุบและรวมอนุโลมตามด้วย
ดังนั้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้
ยุบศาลมณฑลสุราษฎร์ เปนศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ยกศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังสวน
ชุมพร ไชยา กับศาลจังหวัดสตูล ในมณฑลภูเก็ต
มารวมขึ้นอยู่ในศาลมณฑลนครศรีธรรมราช
ตามประกาศเรื่องยุบและรวมศาล ลงวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๙ ศาลมณฑลสุราษฎร์จึงเปลี่ยนฐานะ
จากศาลมณฑล เป็นศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีสืบมาจนปัจจุบัน
ส่วนศาลแขวงสุราษฎร์ธานีนั้นตั้งขึ้นตามความใน
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณา
ความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๓ เห็นสมควรกำหนดให้จัดตั้งศาลแขวงตามกฎหมายว่าด้วย
พระธรรมนูญศาลยุติธรรมขึ้นในทุกจังหวัด เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จสิ้นโดยเร็ว
ในจังหวัด
หนึ่งจะมีศาลแขวงกี่ศาลและมีอำนาจเพียงใด
และจะเปิดทำการได้เมื่อใดให้ประกาศในพระราชกฤษฎีกา
ส่วนศาลแขวงใดที่ได้ตั้งขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ก็ให้คงมีอยู่ต่อไปและมีอำนาจหน้าที่ตาม
พระราชบัญญัตินี้ ระยะแรกได้กำหนดตั้งศาลแขวง รวม ๑๗ จังหวัด
ตาม พระราชกฤษฎีกากำหนด
จำนวน เขตอำนาจ และวันเปิดทำการศาลแขวงในบางจังหวัด พ.ศ.๒๕๐๐ ศาลแขวงจังหวัดสุราษฎร์ธานี
เปิดทำการตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ ๑
มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา โดยมี
นายพินิจ
สังขนันท์ ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงสุราษฎร์ธานี ตาม ประกาศสำนักคณะรัฐมนตรี
เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ ลงวันที่
๒๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๐
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีปัจจุบัน